วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2551

การเลือกซื้อบ้านตามหลักฮวงจุ้ย

บ้านคือวิมานของเรา แต่จะมีบ้านซักกี่หลังที่ถูกใจผู้อยู่อาศัย ดังคำนิยามนี้จริงๆ สำหรับผู้ที่งบน้อย เบี้ยน้อย คงหาวิมานแบบไร้ที่ติได้ยาก จึงจำต้องทนอยู่บ้านเล็ก คับแคบ เนื้อที่น้อย หรือเพื่อนบ้านไม่เป็นมิตรต่อไปตามยัติถากรรม ถึงงบประมาณท่านจะมากน้อยเพียงใดก็ไม่สำคัญไปกว่าการเลือกทิศทางที่ดี ที่เหมาะสมกับตัวตนของท่านบ้านก็จะสามารเป็นพื้นดินที่ส่งเสริมดวง
ชะตาท่านให้ขึ้นสูงสุดในลิมิตที่ดวงท่านควรจะเป็นได้ วิธีการเลือกซื้อบ้านให้ได้บ้านที่ดีและเสริมดวงของท่านมี 2 วิธีใหญ่ๆ ที่ท่านควรใส่ใจในรายละเอียดให้มากที่สุด.

1 บ้านเลขที่ ที่ดี ที่สวย ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ส่งอิทธิพลให้กับการอยู่อาศัยของคนในบ้านได้เป็นอย่างดีอีกประการหนึ่งด้วยเช่นกัน เรื่อของบ้านเลขที่นี้ อาจารย์ได้ประสบพบมากับตนเองจากการไปทำฮวงจุ้ยให้กับหลายๆ บ้านที่ได้พบเห็น บ้านใดที่มีบ้านเลขที่ดี คนอยู่ในบ้านก็จะมีความหมายเป็นไปตามเลขที่บ้านนั้น บ้านใดที่มีบ้านเลขที่เสีย เลขที่เป็นไม่เป็นมงคลตามหลักฮวงจุ้ยผู้อยู่อาศัยในบ้านจะมีแต่เรื่องเดือดร้อนวุ่นวายไปตามตัวเลขของบ้านนั้นๆ

2เลือกทิศทาง ซึ่่งอาจารย์ได้เกริ่นไปแล้วว่า ต้องเช็กจากดวงของแต่ละบุคคลๆ ไปเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาว่าทิศนี้เหมาะสมจะอยู่อาศัย หรือทำกิจการใดๆ ต่อไปในภายหน้า

หลังจากที่ได้ทิศทางที่เหมาะสมกับการเป็นอวงจุ้ยที่ดีแล้ว ต่อจากนี้จะเป็น หลักการเลือกสภาพบ้านภายในตามหลักฮวงจุ้ยที่ทุกท่านสามารถเก็บไว้พิจารณา เมื่อเวลาจะไปดูบ้านที่ท่านต้องการซื้อมีดังนี้

1 ประตูรั้ว บ้านใดที่มีประตูรั้ว เล็ก กว่าตัวบ้านเกินความพอดี จะส่งผลทำให้วาสนาของเจ้าของบ้าน ไม่สูงส่งอย่างที่ควรจะเป็นควรที่จะสร้างประตูรั้วให้เหมาะสมแก่ฐานะของท่าน ที่ควรจะเป็น เพื่อให้ประตูรั้วส่งเสริมวาสนาท่านเจ้าของบ้านได้ตามที่ท่านต้องการ และแนวทางการสร้าง ประตูรั้วที่ถูกโฉลกนั้น เมื่อท่านได้ทิศทางที่ดีแล้ว ท่านยังสามารถ ออกแบบรูปทรงของประตูรั้วเพื่อเสริมบารมีให้เหมาะกับทิศทางที่ได้มาแล้วยิ่งๆ ขึ้นไปอีก รูปร่างรูปทรงต่างๆ การใช้สีที่เหมาะสม และขนาดของประตูรั้ว และเสารั้วนั้นสามารถนำมาคำนวนเพื่อให้ได้ขนาดที่ดีและส่งเสริมวาสนาได้อีกระดับหนึ่ง

2 โรงรถ บ้านใดที่มีโรงรถ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ก็ถือว่าเป็นจุดเสริมความเจริญ ของเจ้าบ้านได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับบ้านที่ไม่มีโรงรถความเจริญของท่านอาจมีอุปสรรค์ ท่านที่ต้องการเสริมจุดนี้ของตนเอง จึงควรเลือกบ้านที่มีโรงรถ จอดรถได้ อย่างต่ำ 1 คันขึ้นไป และไม่คับแคบจนเกินไป ควรมีความโปร่งโล่ง อากาศถ่ายเทสะดวก

3 ประตูบ้าน บ้านที่มีประตูบ้านเล็กและแคบ วาสนาของเจ้าของบ้านนั้นก็จะต่ำำต้อยด้อยค่าตามไปด้วย ประตูที่ดี ควรได้สัดส่วนที่สวยงาม มีการเสริมความโค้งมนเหนือประตูขึ้นไปอีก เพื่อเป็นการกระจายพลังส่งให้สมาชิกในบ้านได้รับความเจริญทั่วถึงกันทั้งบ้าน และประตูรั้ว กับประตูบ้านไม่ควรตรงกัน เพราะพลังงานที่พวยพุ่งเข้ามาจากประตูรั้วนั้น จะมีความรุนแรงมากกว่าปกติ และยิ่งถ้ามีประตูหลังบ้านตรงกับประตูหน้าบ้านด้วยแล้ว ยิ่งไม่สมควรเป็นบ้านพักอาศัยอย่างยิ่ง เพราะพลังงานที่พุ่งจากหน้าบ้าน สามารถพุ่งทะลุผ่านหลังบ้านได้ชนิดที่ไม่มีสิ่งใดขัดขวางกั้นบังไว้เลย มีผลกระทบไปถึงสุขภาพของเจ้าของบ้าน อาจถึงขั้นเสียหายขนาดหนัก ถ้าท่านซื้อบ้านหลังนี้มาแล้ว ควรเปลี่ยนประตูบ้านให้เยื้องกันจะดีที่สุด

4 ห้องรับแขก บ้านใดที่มีห้องรับแขก หรือห้องนั่งเล่น บ้านนั้นสามารถ อยู่อาศัยได้อย่างมีความสุข และมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ห้องรับแขก หรือห้องนั่งเล่นที่ดี ควรมีความโปร่งสบาย และมีลมธรรมชาติจากภายนอกเข้ามาได้สะดวก หรือแสงแดดอ่อนๆ ในตอนเช้า ถ้าเลือกได้ควรอยู่ทางโซนทิศตะวันออก เพราะจะได้รับทั้งแดดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และรับลมจากทิศตะวันออกเฉียงใต้

5 ห้องครัว ควรเป็นห้องที่โล่ง โปร่ง ไม่อับทึบ มีตู้มีชั้นเก็บอาหารสด อาหารแห้ง เตาไฟไม่ควรอยู่ตรงกับประตูครัว และไม่ควรตั้งใกล้กับซิ้งค์น้ำมากจนเกินไป ควรทิ้งระยะห่างยิ่งห่างมากยิ่งดี จะส่งผลให้คู่สามี ภรรยา และสมาชิกในครอบครัว ปรองดองกันดี

6 บันได บ้านที่ดีควรมีบันไดที่มั่นคง กว้างใหญ่ สวยงาม และไม่ควรเปิดประตูมาพบเจอบันใดบ้านเลยควรจะอยู่ในส่วนที่ปิดมิดชิดพอควร เพื่อป้องกันไม่ให้คนภายนอกมองเห็นทะลุไปถึงชั้นบน เป็นช่องทางให้ขโมยขึ้นบ้านได้ง่าย บันใดสำหรับคนอยู่อาศัยเมื่อเดินขึ้นไปจากขั้นล่างถึงชั้นบนสุด ควรนับให้ลงเลขคี่ และถ้าได้เลขคี่ที่สวยงามด้วยแล้วก็จะเป็นตัวบ่งบอกถึงสภาพหน้าที่การงานของท่านได้

7 ห้องน้ำ บ้านที่ดีไม่ควรมีห้องน้ำมากเกินจำนวนสมาชิกในบ้าน ห้องน้ำที่มากเกินไปทำให้เกิดการดูแลไม่ทั่วถึง บริวารลูกหลานอาจก่อเรื่องให้เหนื่อยใจได้ในภายหลัง ห้องน้ำที่ดีควรอยู่ในทิศที่ไม่ใช่ต้นลม ควรอยู่ในทิศที่มีแดดยามบ่ายส่องถึง แดดยามบ่าย
จะเป็นตัวฆ่าเชื้อโรค และไม่ทำให้ห้องน้ำอับชื้นจนเกินไป ห้องน้ำสำหรับแต่ละบ้านแต่ละความชอบส่วนตัวของแต่ละท่านแตกต่างกันออกไปบางท่านชอบห้องน้ำแบบแยกเป็นสัดส่วน บางท่านชอบแบบรวมอยู่ในพื้นที่เดียวกัน บางท่านชอบให้ห้องน้ำเปิดโล่ง อยู่เป็นส่วนหนึ่งของห้องนอนท่านเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าท่านจะชอบห้องน้ำแบบใด ท่านควรดูแลทำความสะอาดห้องน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ ท่อรั่วซึม พื้นกระเบื้อแตก อย่าให้มี แล้วท่านจะสามารถควบคุม ดูแลลูกหลาน บริวารท่านได้เป็นอย่างดี

8 ห้องนอน บ้านที่มีห้องนอนหลายห้อง ควรจัดสรรให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของแต่ละคนในบ้าน สำหรับท่านที่ทำงานประจำ ต้องตื่นแต่เช้า เข้านอนแต่วัน ควรนอนห้องที่อยู่ในโซนทิศตะวันออก เพราะแดดยามเช้าจะปลุกท่านตื่นได้ง่ายดาย ส่วนท่านที่นอนดึกตื่นสายเป็นกิจวัตร ทำงานกลางคืน หรือ งานส่วนตัวที่ไม่ต้องการ จำกัดเรื่องเวลาการทำงาน ท่านควรจะนอน ในห้องทางทิศตะวันตก เพราะท่านสามารถ ทำงานอยู่ได้จนดึก เมื่อกลับเข้าห้องนอนในช่วงหลัง 4 ทุ่มไปแล้วจึงจะสามารถหลับสบายกว่า และท่านสามารถนอนได้นานกว่าในช่วงเช้าไม่ต้องรีบตื่นเพราะแดดแยงตา เพียงเท่านี้ทุกคนในบ้านก็จะมีสุขภาพที่ดี เพราะเลือกห้องนอนใด้ถูกใจทุกคนในบ้าน

9 ห้องเก็บของ บ้านใดที่มีห้องเก็บของไม่ว่าจะเล็ก หรือใหญ่ท่านก็จะสามารถเก็บเงินเก็บทองได้ดีกว่าบ้านที่ไม่มีห้องเก็บของเอาซะเลย เพราะฉะนั้นควรจัดหาไว้บ้างเพื่อเป็นการเสริมความมั่งคั่งของท่านและครอบครัวท่านเอง

สำหรับการเลือกบ้านที่จะเป็นฮวงจุ้ยที่ดีกับตัวท่านัน้น ท่านต้องทราบดวงท่านเสียก่อน ลำดับต่อไปท่านจึงจะทราบว่าทิศทางใดเหมาะกับท่านมากที่สุด สำหรับการอยู่อาศัย ทิศทางใดเหมาะกับท่านมากที่สุดสำหรับการประกอบกิจการต่างๆ แต่บ้านสำเร็จรูปส่วนใหญ่มักสร้างหันไปในทิศทางเดียวกัน คือไม่เหนือก็ใต้เท่านั้น ซึ่งตามหลักความเป็นจริงแล้ว 2 ทิศนี้เหมาะสำหรับบางท่าน บางคนเท่านั้น จึงต้องมีการแก้ไข ชัยภูมิ ฮวงจุ้ยกันไปสำหรับท่านที่ดวงไม่เหมาะกับทิศทางที่หมู่บ้านบังคับขายให้นั่นเอง

วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2551

หลักเกณฑ์ในการเลือกซื้อบ้านมือสอง

ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อบ้านมือสอง หลายๆ คนคงกำลังสับสน และอาจจะกำลังต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกซื้อบ้านมือสอง และนี่เป็น 8 หลักเกณฑ์ในการเลือกซื้อบ้านมือสอง
1. ตรวจสอบความต้องการของคุณเอง ว่าสนใจบ้านประเภทใด


2. ระบุทำเลที่ต้องการ


3. ควรพิจารณาสภาพแวดล้อมบ้านนั้นๆ ว่าอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างไร มีสิ่งอำนวยความ สะดวกต่อชีวิตประจำวันหรือไม่ เช่น ใกล้โรงเรียน ศูนย์การค้า ตลาด โรงพยาบาล ฯลฯ เพื่อการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายในอนาคต


4. พิจารณาตัวบ้าน ว่าสภาพเป็นอย่างไร ตรงกับความต้องการหรือไม่ เช่นความเรียบร้อย ของการ ก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า น้ำประปา มีส่วนไหนที่ต้องปรับปรุงซ่อมแซม เช่น หลังคา สีของบ้าน ตัวบ้านทรุดหรือไม่ น้ำท่วมหรือไม่ หรือแม้แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มี ให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้หรือไม่ แล้วถ้าต้องซ่อมแซมเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง ใครคือผู้รับผิดชอบ ผู้ซื้อหรือผู้ขาย


5. กรณีที่จะซื้อที่ดินพร้อมบ้านจัดสรรทาวน์เฮ้าส์ หรืออาคารพาณิชย์ ควรตรวจสอบเพิ่มเติมด้วยว่า ผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของโครงการ ได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารแล้วหรือไม่ โดยตรวจสอบได้จากกรมโยธาธิการ หรือ สำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานที่ดินจังหวัด แล้วแต่กรณี


6. พิจารณาชุมชน เพื่อนบ้านที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ว่าเป็นอย่างไร กรณีที่บ้านอยู่โครงการ จัดสรร ควรสอบถามเรื่องบริการชุมชนจากเพื่อนบ้าน ว่าเจ้าของโครงการหรืองานสา ธารณูปโภค ค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นอย่างไร การดูแลรักษาสภาพโครงการสม่ำเสมอ และเหมาะสมหรือไม่


7. ราคาของบ้านมือสองที่เสนอขาย รวมและไม่รวมอะไรบ้าง เช่น

-


ค่าธรรมเนียมโอนบ้าน อัตราพิเศษ 0.01% ของราคาบ้าน ซึ่งมีผลบังคับใช้ สิ้นสุด ธันวาคม 2544 และเริ่มเปลี่ยนเป็นอัตราเดิม 2% ในเดือนมกราคม 2545

-


ค่าภาษีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ปกติจะเป็นค่าใช้จ่ายของผู้ขาย


-


ภาษีธุรกิจเฉพาะ 0.11% ของราคาขาย หรือราคาประเมิน ซึ่งมีผลบังคับใช้ สิ้นสุด ธันวาคม 2544 และเริ่มเปลี่ยนเป็นอัตราเดิม 3.3% ในเดือนมกราคม 2545

-


ค่าอากรแสตมป์ 0.5% ของราคาขาย กรณีนั้นยกเว้น เมื่อผู้ขายเสียภาษีธุรกิจ เฉพาะ จะได้รับการยกเว้นค่าอากรแสตมป์



8. กรณีที่คุณต้องการกู้ซื้อบ้าน ต้องเตรียมเรื่องขออนุมัติวงเงินสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านด้วย

ที่มา

Send article to friend & www.dogdoog.com

หลักเกณฑ์ในการเลือกซื้อบ้านมือสอง

ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อบ้านมือสอง หลายๆ คนคงกำลังสับสน และอาจจะกำลังต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกซื้อบ้านมือสอง และนี่เป็น 8 หลักเกณฑ์ในการเลือกซื้อบ้านมือสอง
1. ตรวจสอบความต้องการของคุณเอง ว่าสนใจบ้านประเภทใด


2. ระบุทำเลที่ต้องการ


3. ควรพิจารณาสภาพแวดล้อมบ้านนั้นๆ ว่าอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างไร มีสิ่งอำนวยความ สะดวกต่อชีวิตประจำวันหรือไม่ เช่น ใกล้โรงเรียน ศูนย์การค้า ตลาด โรงพยาบาล ฯลฯ เพื่อการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายในอนาคต


4. พิจารณาตัวบ้าน ว่าสภาพเป็นอย่างไร ตรงกับความต้องการหรือไม่ เช่นความเรียบร้อย ของการ ก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า น้ำประปา มีส่วนไหนที่ต้องปรับปรุงซ่อมแซม เช่น หลังคา สีของบ้าน ตัวบ้านทรุดหรือไม่ น้ำท่วมหรือไม่ หรือแม้แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มี ให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้หรือไม่ แล้วถ้าต้องซ่อมแซมเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง ใครคือผู้รับผิดชอบ ผู้ซื้อหรือผู้ขาย


5. กรณีที่จะซื้อที่ดินพร้อมบ้านจัดสรรทาวน์เฮ้าส์ หรืออาคารพาณิชย์ ควรตรวจสอบเพิ่มเติมด้วยว่า ผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของโครงการ ได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารแล้วหรือไม่ โดยตรวจสอบได้จากกรมโยธาธิการ หรือ สำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานที่ดินจังหวัด แล้วแต่กรณี


6. พิจารณาชุมชน เพื่อนบ้านที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ว่าเป็นอย่างไร กรณีที่บ้านอยู่โครงการ จัดสรร ควรสอบถามเรื่องบริการชุมชนจากเพื่อนบ้าน ว่าเจ้าของโครงการหรืองานสา ธารณูปโภค ค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นอย่างไร การดูแลรักษาสภาพโครงการสม่ำเสมอ และเหมาะสมหรือไม่


7. ราคาของบ้านมือสองที่เสนอขาย รวมและไม่รวมอะไรบ้าง เช่น

-


ค่าธรรมเนียมโอนบ้าน อัตราพิเศษ 0.01% ของราคาบ้าน ซึ่งมีผลบังคับใช้ สิ้นสุด ธันวาคม 2544 และเริ่มเปลี่ยนเป็นอัตราเดิม 2% ในเดือนมกราคม 2545

-


ค่าภาษีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ปกติจะเป็นค่าใช้จ่ายของผู้ขาย


-


ภาษีธุรกิจเฉพาะ 0.11% ของราคาขาย หรือราคาประเมิน ซึ่งมีผลบังคับใช้ สิ้นสุด ธันวาคม 2544 และเริ่มเปลี่ยนเป็นอัตราเดิม 3.3% ในเดือนมกราคม 2545

-


ค่าอากรแสตมป์ 0.5% ของราคาขาย กรณีนั้นยกเว้น เมื่อผู้ขายเสียภาษีธุรกิจ เฉพาะ จะได้รับการยกเว้นค่าอากรแสตมป์



8. กรณีที่คุณต้องการกู้ซื้อบ้าน ต้องเตรียมเรื่องขออนุมัติวงเงินสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านด้วย

ที่มา

Send article to friend & www.dogdoog.com

การเลือกซื้อบ้านเดี่ยว บ้านจัดสรร ทาวน์เฮาส์ คอนโด อาคารพาณิชย์ ตามหลักฮวงจุ้ย

การเลือกซื้อบ้านเดี่ยว ในปัจจุบันมีโครงการเกิดขึ้นมาใหม่มากมาย ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ เพราะในแต่ละวันมีคนเกิดขึ้นมากมาย เมื่อมีโครงการบ้านจัดสรรเกิดขึ้น จึงเกิดปัญหาว่า จะเลือกซื้ออย่างไร จึงจะคุ้มค่าที่สุด ปัญหาใหญ่คือ การคมนาคม จะต้องใกล้แหล่งชุมชน ใกล้ถนนใหญ่ หรือใกล้ที่ทำงาน เพื่อหลีกหนีการจราจรที่ติดขัด ราคาถ้าอยู่ในทำเลดี ราคาก็จะสูงตามไปด้วย รูปแบบของบ้านและพื้นที่ใช้สอย ไม่ว่าจะเป็น บ้านต่างระดับ บ้านสามชั้น หรือทรงยุโรปที่หรูหรา หรือทันสมัย ล้วนมีผลต่อผู้ซื้อทั้งสิ้น

แต่ในปัจจุบัน ฮวงจุ้ยเริ่มีบทบาทในการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านอย่างมากมาย ซึ่งบางคนให้ความสนใจเป็นอันดับแรกทีเดียว ซึ่งจะแตกต่างจาก การเลือกคอนโดมิเนียมหรือทาวเฮ้าส์ ซึ่งจะมีหลักพิจารณา คือ ทำเลหน้าบ้าน ทำเลหลังบ้าน ตำแหน่งของบ้าน ดวงชะตาบ้าน ตำแหน่งของบ้าน ทิศหลังบ้าน การจัดวางภายในบ้านด้วย

การเลือกซื้อบ้านจัดสรร หรือทาวเฮ้าส์ ปัจจุบัน ความต้องการเรื่องที่อยู่อาศัย ยังคงอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในกลุ่มคนชนชั้นกลาง ที่ต้องการมีบ้านเป็นของตัวเอง โครงการบ้านจัดสรรดูเหมือน จะเป็นโครงการที่ตอบสนองคนกล่มนี้ได้ดีที่สุด เพราะมีระดับราคาที่พอซื้อหากันได้ ไม่เหมือนกับบ้านเดี่ยว ที่มีราคาค่อนข้างสูง

โครงการบ้านจัดสรร โดยทั่วไปมักจะอยู่ในรูปแบบทาวเฮ้าส์อย่างเดียว หรือทาวเฮ้าส์ที่อยู่ในรูปของโครงการบ้านเดี่ยว ซึ่งมักจะมีรูปแบบของอาคารพาณิชย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่ารูปแบบใด หลักในการพิจารณาเลือกซื้อ ก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่

การพิจารณาเลือกซื้อบ้านจัดสรรให้สอดคล้องกันหลักฮวงจุ้ย ซึ่งความจริงไม่ต่างกับการเลือกซื้อบ้านเดี่ยว แต่จะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่มากกว่า คือ ทำเลทางเข้า ถนนหน้าบ้าน บ้านหัวมุมซ้าย บ้านตรงข้าม ทิศหลังบ้าน
คอนโดมิเนียม ถือเป็นโครงการยอดฮิตที่คนนิยมซื้อเป็นที่อยู่อาศัยกันมาก โดยเฉพาะคนในเมืองหลวง เนื่องจากมีราคาไม่แพงนัก และคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่ มักจะสร้างในที่ชุมชน การเดินทางค่อนข้างสะดวกสบาย ถ้าสังเกตจะเห็นว่ามีโครงการและคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นมากมายหลายระดับ ตั้งแต่ถูกสุดจนถึงแพงสด คอนโดมิเนียม คอนโดมิเนียมบางที่ ราคาแพงกว่าบ้านเดี่ยวเสียอีก เพราะรูปแบบของคอนโดมิเนียมที่มีให้เลือกมากมาย เพื่อสนองความต้องการของผู้ซื้อในทุกกลุ่ม

การเลือกซื้อคอนโดมิเนียมจึงมีปัจจัย ที่ต้องนำมาพิจารณา ที่ค่อนข้างจะต่างจากการเลือกบ้านแบบอื่น คือพื้นที่โดยรอบ รูปแบบอาคาร รูปทรงที่ควรหลีกเลี่ยง การเลือกชั้น ตำแหน่งของห้อง สีของอาคาร

อาคารพาณิชย์ หรือเรียกกันง่าย ๆ ว่า ห้องแถว ถือว่าเป็น ลักษณะห้องที่มีประโยชน์ใช้สอย ค่อนข้างจะหลากหลาย ไม่ว่าจะใช้เป็นที่อยู่อาศัย ใช้ทำร้านค้า ใช้เป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก หรือใช้เป็นที่สต๊อกของ เก็บของ จึงทำให้ห้องแถวหรืออาคารพาณิชย์ เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางทุกยุคทุกสมัย

การจะเลือกซื้อห้องแถว ไม่ว่าจะป็นโครงการใด ผู้ซื้อมักจะมีคำถามเสมอว่า ควรจะเลือกห้องไหนดี ด้านซ้ายหรือด้านขวา ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือกตำแหน่งด้านหน้า ที่ใกล้ถนน หรือห้องริมหัวมุม เพราะส่วนใหญ่ คนที่ซื้อห้องแถว มักจะซื้อเพื่อทำเป็นร้านค้า หรือบริษัทมากกว่า ซื้อเพื่ออยู่อาศัยอย่างเดียว การเลือกลักษณะนี้ ถือเป็นการเลือกแบบทั่ว ๆ ไป แต่ถ้านำหลักฮวงจุ้ยมาประยุกต์ จะมีหลักใหญ่ ๆ ที่ต้องพิจารณา ดังนี้ ทางเข้าอาคาร ตำแหน่งที่ตั้ง สิ่งกีดขวางหน้าอาคาร ทางสามแพร่ง

เกมส์ ดูดวง ฟังเพลง เพลง เกม หางาน แอบถ่าย เนื้อเพลง งานราชการ สมัครงาน แบบบ้าน บ้านเช่า บ้าน หอพัก บ้านมือสอง คอนโด ห้องเช่า ลงประกาศ บ้านจัดสรร แบบบ้านชั้นเดียว คอนโดมิเนียม อพาร์ทเมนท์ บ้านเดี่ยว แปลนบ้าน ที่ดิน ประกาศซื้อขาย
ที่มา ระบบอินเตอร์เน็ต

My Community - หน้าแรก

My Community - หน้าแรก

วิธีการเลือกซื้อคอนโดมิเนียม

สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อคอนโด

สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อคอนโด

เมื่อคิดจะซื้อคอนโดมิเนียม สิ่งที่ควรคำนึงถึงก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง ทำเล, งบประมาณ และขนาดพื้นที่ของห้องที่คุณต้องการซื้อ หลายท่านอาจจะเลือกคอนโดมิเนียมที่อยู่ใกล้กับที่ทำงาน บางท่านเลือกใกล้สถานศึกษา ตลอดไปจนถึงห้างสรรพสินค้า หรือ โรงพยาบาล สำหรับงบประมาณนั้นโดยปกติแล้วก็ขึ้นอยู่กับราคาของทำเล ที่ดิน การก่อสร้าง และสิ่งอำนวยความสะดวก ข้อพิจารณาเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการจะซื้อคอนโด อย่างไรก็ตามการตรวจสอบรายละเอียดของตัวอาคาร และเรื่องเอกสารต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรที่จะละเลย นอกเหนือไปจากทำเล และ งบประมาณ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของตัวคุณเอง

สิ่งที่คุณควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดมิเนียม

เมื่อคิดจะซื้อคอนโดมิเนียม สิ่งที่ควรคำนึงถึงก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง ทำเล, งบประมาณ และขนาดพื้นที่ของห้องที่คุณต้องการซื้อ หลายท่านอาจจะเลือกคอนโดมิเนียมที่อยู่ใกล้กับที่ทำงาน บางท่านเลือกใกล้สถานศึกษา ตลอดไปจนถึงห้างสรรพสินค้า หรือ โรงพยาบาล สำหรับงบประมาณนั้นโดยปกติแล้วก็ขึ้นอยู่กับราคาของทำเล ที่ดิน การก่อสร้าง และสิ่งอำนวยความสะดวก ข้อพิจารณาเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการจะซื้อคอนโด อย่างไรก็ตามการตรวจสอบรายละเอียดของตัวอาคาร และเรื่องเอกสารต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรที่จะละเลย นอกเหนือไปจากทำเล และ งบประมาณ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของตัวคุณเอง

สิ่งที่คุณควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดมิเนียม

1. ขนาดพื้นที่ใช้สอย

ถ้าคุณให้ความสำคัญกับขนาดพื้นที่ห้องมาก คุณก็ควรจะนำตลับเมตรไปวัดด้วยตัวคุณเองเลย ว่าตรงตามที่ผู้ขายประกาศไว้หรือไม่ เมื่อคุณทราบขนาดพื้นที่ที่ถูกต้องแล้ว คุณก็ยังสามารถนำมาคำนวณเปรียบเทียบราคาต่อตารางเมตรได้อีกด้วย

2. การก่อสร้างและรูปแบบของอาคาร

คุณอาจจะสอบถามจากบริษัทที่ดูแลคอนโดมิเนียมได้ ว่าวัสดุที่ใช้ก่อสร้างมีความแข็งแรงคงทนเพียงไร เป็นวัสดุชนิดไหน นอกจากนี้วัสดุที่กั้นห้องมีความหนามากน้อยเพียงไร มีเสียงเล็ดลอดจากเพื่อนห้องดังไหม หรือห้องที่อยู่เหนือคุณขึ้นไป มีเสียงดังรึเปล่า ในกรณีที่มีการเดินแรงๆ

3. ระบบสาธรณูปโภค และ รักษาความปลอดภัย

ทั้ง 2 เรื่องที่กล่าวมานี้ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่จะเข้าอยู่อาศัย ระบบน้ำไฟ เป็นอย่างไร ในกรณีที่อยู่ชั้นสูงๆ น้ำประปาไหลแรงเพียงพอหรือไม่ หากเกิดไฟดับ มีระบบไฟฉุกเฉินเพียงพอหรือไม่ การรักษาความปลอดภัย มียามตลอด 24 ชม. ระบบการจัดเก็บขยะ การจัดและรับส่งไปรษณีย์ ตรวจสอบว่ามีการติดตั้งเครื่องตรวจควัน (smoke detector) หัวฉีดน้ำ (spinkle) ในตัวอาคารและห้อง บันไดหนีไฟมีขนาดได้มาตรฐาน หรือไม่ นอกจากนี้ ตรวจสอบดูว่าลิฟท์โดยสาร มีเพียงพอกับจำนวนคนที่พักอยู่หรือไม่ เวลาการเปิดปิดลิฟท์เป็นอย่างไร

4. สัญญา

โดยปกติแล้ว ผู้ซื้อทั่วๆ ไปจะละเลยต่อรายละเอียดของสัญญา เนื่องจากมีเนื้อหาค่อนข้างมากและเป็นตัวบทกฎหมายส่วนใหญ่ หากจะให้ดีคุณควรมีนักกฎหมายคอยให้คำแนะนำ เพื่อทราบถึงสิทธิ ผลประโยชน์ ที่คุณจะได้รับหรือเสีย ตัวอย่างเช่น หากคอนโดมินเนียมที่คุณซื้อแล้ว เกิดเพลิงไหม้เสียหายทั้งตึก คุณจะได้รับค่าชดใช้หรือไม่ เพียงใด

5. ทำเลของห้อง

ผู้ซื้อส่วนใหญ่ลืมที่จะคิดไปว่า ห้องที่คุณเลือกแล้วนั้น นอกจากวิวทิวทัศน์ดีแล้ว แต่แสงแดดที่ส่องเข้าห้องคุณมีผลกระทบกับคุณหรือไม่ บางคนไม่ชอบที่จะให้แดดส่องเข้าห้องในตอนบ่าย เพราะจะทำให้ห้องของคุณร้อนมาก หรือห้องบางคนไม่มีแสงเข้าเลยทั้งช่วงเช้าและบ่าย

6. เพื่อนบ้านในคอนโดมิเนียม

lifesytle ของผู้เข้าอยู่เ ป็นสิ่งที่สำคัญ เช่น ผู้อาศัยเป็นวัยรุ่นซะเป็นส่วนใหญ่ หากคุณมีครอบครัว หรือ คุณต้องการความเงียบสงบ ชุมชนนั้นอาจจะไม่เหมาะกับคุณ แล้วคุณจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับชุมชนได้หรือไม่ อย่าลืมว่าคอนโดมิเนียม ก็เป็นชุมชนเล็กๆ ของคุณ เช่นเพื่อนห้องที่ติดกัน

7. ระเบียบเงื่อนไขการอยู่อาศัยของคอนโดมิเนียม

ระเบียบข้อบังคับหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ จะแตกต่างกันไปในแต่ละคอนโดมิเนียม อย่างไรก็ตามเราควรที่จะรู้ถึงข้อควรปฎิบัติและข้อห้ามเหล่านั้นด้วย โดยทั่วๆ ไปแล้ว บางคอนโดมิเนียมจะไม่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยง ประเภท สุนัข หรือ แมว มาเลี้ยง บางสถานที่ไม่อนุญาตให้ทำอาหารภายในห้อง โดยใช้เตาแก๊ส บางแห่งไม่อนุณาตให้ขนของ หรือต่อเติม ห้องในวันเสาร์และอาทิตย์

8. นิติบุคคลอาคารชุด

คงจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ทุกคอนโดมิเนียมจะต้องมีนิติบุคคลอาคารชุด และ คุณก็ควรที่จะต้องทราบถึงระเบียบต่างๆ ของนิติบุคคลอาคารชุด เช่น ค่าส่วนกลางเป็นเท่าไหร่ ต่อเดือน คอนโดมิเนียมบางแห่งราคาถูก แต่อาจจะต้องจ่ายค่าส่วนกลางแพง (ค่าส่วนกลางเป็นเงินที่เจ้าของ ทุกห้องจะต้องชำระให้กับนิติบุคคลอาคารชุด เพื่อที่จะนำเงินเหล่านี้ไปใช้จ่ายในการบริหาร และ บริการในส่วนต่างๆ ที่เป็นส่วนกลาง เช่น เงินเดือนยาม ค่าไฟฟ้าทางเดิน ค่าไฟฟ้าของลิฟท์ ค่าบำรุงซ่อมแซมต่างๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าของห้องชุดทุกห้อง)ที่มาthaihomemaster.com

ซื้อบ้านมือสอง ตอนที่2


การซื้อบ้านมือสอง

หมวด : ก่อนจะซื้อบ้าน
จำนวนคนอ่าน 4895

ซื้อบ้านมือสอง

"บ้านมือสอง" เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่ฝันอยากจะมี "บ้าน" เป็นของตัวเอง โดยเฉพาะคนที่มีกำลังซื้อจำกัด แต่ต้องการอยู่ในทำเลที่ดี เพราะ "บ้านมือสอง" กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆบางพื้นที่ลูกค้าไม่มีโอกาสที่จะเห็นบ้าน ขณะที่ราคาบ้านมือสองถูกกว่าบ้านใหม่ เพราะผู้ขายส่วนใหญ่จะถูกกดดันเป็นพิเศษและรุนแรง เช่น กำลังจะถูกฟ้องบังคับจำนองหรือต้องการย้ายที่อยู่ใหม่
แต่ก่อนจะตัดสินใจเลือกจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดและพิถีพิถันสักหน่อย ถ้าเลือกอย่างดี จะได้บ้านคุณภาพดีราคาสมเหตุสมผล แต่ถ้าไม่รอบคอบพอ อาจจะต้องมานั่งน้ำตาตกในภายหลัง ช่องทางมองหาบ้านมือสองที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันมีอยู่ 4 แหล่งใหญ่ๆ ที่จะมีข้อดี ข้อเสีย และข้อควรระวังแตกต่างกันไปคือ

1. การซื้อกับเจ้าของโดยตรง

การซื้อกับเจ้าของโดยตรง ดูจะเป็นวิธีดั้งเดิมและง่ายที่สุดในการเจรจาซื้อขาย โดยเฉพาะการต่อรองราคา ทั้งยังมั่นใจไดว่า ผู้ซื้อจะได้เข้าพักอาศัยโดยไม่ต้อง "อาศัยอำนาจศาล" เพื่อขับไล่เจ้าของเดิม แต่อย่างน้อยผู้
ซื้อควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่า ความเต็มจขายของเจ้าของเดิมจะไม่ได้มาจากปัญหาที่เกิดจากตัวบ้านจนต้องยอมขาย

นิติกรรมสัญญา เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังมากที่สุด เพราะทั้งสองฝ่ายจะต้องดำเนินการเรื่องสัญญาเองทั้งหมด ซึ่งในบางกรณีหากไม่มีการตรวจสอบอย่างรอบคอบ ก็อาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ในอนาคต โดยอาจขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญจะสะดวกและสบายใจมากขึ้นทั้งยังต้องตกลงค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนอย่างชัดเจนว่า ใครจะเป็นคนจ่ายในส่วนไหน อย่างไรบ้าง และหากผู้ขายต้องการให้ผู้ซื้อออกค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ ผู้ซื้ออาจขอลดราคาบ้านลงได้อีก
2. การซื้อผ่านนายหน้า

การซื้อผ่านนายหน้า นอกจากมีบ้านให้เลือกจำนวนมาก แบ่งแยกตามพื้นที่ ราคา ไว้ได้ตรงใจผู้ซื้อ ทำให้ไม่ต้องเสียเวลามากนัก และเชื่อได้ระดับหนึ่งว่า บ้านมือสองที่อยู่ในมือของบริษัทเหล่านี้จะได้รับการคัดสรรและกรองมาระดับหนึ่งแล้ว และ "ตัวแทน" จะเป็นคนดำเนินเรื่องเกือบทุกอย่างให้ ตั้งแต่พาไปดูบ้านที่เลือกไว้ เจรจาราคา จัดการสัญญา เงินกู้ธนาคาร แต่ต้องมีค่านายหน้า ประมาณ 3% ของ ราคาขาย ซึ่งปกติผู้ขายจะเป็นคนจ่าย แต่ในขั้นตอนการทำสัญญาต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า เรากำลังทำสัญญาแลวางเงินมัดจำกับ "เจ้าของบ้านตัวจริง" หรือไม่ เพราะฉะนั้นอย่าลืมขอดูบัตรประชาชนและชื่อหลังโฉนดก่อนจะตกลงปลงใจ
3. สินทรัพย์รอการขายของสถาบันการเงิน

สินทรัพย์รอการขายของสถาบันการเงิน เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะนอกจากจะมีบ้านให้เลือกจำนวนมากและราคาต่ำกว่าราคาตลาดแล้ว การขอสินเชื่อยังจะสะดวกและดอกเบี้ยอาจต่ำกว่าการซื้อบ้านจากแหล่งอื่นๆ เนื่องจากธนาคารเจ้าของทรัพย์สินจะให้สินเชื่อเอง และบางแห่งจะยกเว้นค่าธรรมเนียมหรืออำนวยความสะดวกอื่นๆ แต่ต้องยอมรับว่า บ้านมือสอง ที่อยู่ในมือสถาบันการเงินบางหลังอาจจะชำรุดทรุดโทรมกว่าบ้านในมือของบริษัทนายหน้าหรือบ้านที่เจ้าของขายเอง

เพราะฉะนั้นเพื่อให้แน่ใจว่า นอกจากจะได้ดอกเบี้ยพิเศษแล้วจะไม่มีลูกบ้านคนพิเศษมาอยู่ในชายคาเดียวกัน ก็ต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าไม่มีใครยังอยู่ในบ้านหลังนั้น หรือถ้ายังมีคนอยู่ควรให้ธนาคารจัดการให้เรียบร้อยก่อนที่จะตกมาถึงมือเรา และถ้าให้มั่นใจที่สุดจะต้องให้ธนาคารมีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดให้เรียบร้อยเสียก่อน จะได้ไม่ต้องเสียเวลา "ฟ้องขับไล่" ในภายหลัง
4. ประมูลจากกรมบังคับคดี

ประมูลจากกรมบังคับคดี มีขั้นตอนและกระบวนการมาก แต่จะมีราคาเป็นตัวจูงใจ เพราะราคาเริ่มต้นจากการประมูลนี้อาจต่ำกว่าราคาตลาดได้ถึง 50% แต่ก่อนที่จะเข้าร่วมประมูลจะต้องไปดูบ้านและประเมินราคาที่พร้อมจะสู้ไว้ล่วงหน้า จะได้ไม่ถูก "ใคร" กระตุ้นให้สู้ราคาจนเกินกำลังเงินและเกินมูลค่าบ้าน และที่ต้องระวังที่สุด คือ การฟ้องขับไล่ แม้ว่าจะอาศัยอำนาจศาลให้ผู้บุกรุกออกจากบ้านได้ทันที แต่ก็ไม่รู้ว่า จะใช้เวลานานแค่ไหนที่ "ผู้บุกรุก" จะยอมออกจากบ้านไปและอีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ คือ "การฟ้องคัดค้านราคา" ซึ่งตามกระบวนการทางกฎหมายจะให้สิทธิลูกหนี้คัดค้านราคาได้ครั้งหนึ่ง

ในกรณีที่เป็นการประมูลของเอกชน ก่อนเข้าร่วมประมูลยังต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า ผู้ประมูลเป็น "เจ้าของทรัพย์" หรือมีสิทธิขายทรัพย์ ฉะนั้น เพื่อให้ได้ของดี ราคาถูก ก็คงต้องยอมเหนื่อยกว่าปกติ

แต่ไม่ว่าจะพบบ้านในดวงใจจากแหล่งใดก็ตาม ก่อนที่จะตัดสินใจเป็นเจ้าของบ้านสักหลัง จะต้องถามตัวเองและครอบครัวก่อนว่า ต้องการจะอยู่ "บริเวณ" ไหน ซึ่งเราสามารถหาบ้านในใจกลางเมืองหรือในบริเวณที่ต้องการได้ในราคาที่ไม่สูงเกินไป เมื่อเลือกบริเวณที่ต้องการได้แล้ว สิ่งต่อไปคือ "ทำเลที่ตั้งและสภาพแวดล้อม" ที่ต้องระวังคือ "แนวเวนคืน" เพราะเจ้าของเดิมอาจยอมขายราคาถูก เพราะไปรู้มาว่า บริเวณนั้นจะถูกเวนคืน เพื่อการป้องกันต้องตรวจสอบไปที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมโยธาธิการ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย สำนักงานเขตหรือกรมที่ดิน และเพื่อนบ้าน


สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับขั้นตอนการเลือกบ้านมือสอง คือ "สภาพบ้าน" เพราะมีการอยู่อาศัยมาแล้ว ทำให้สภาพบ้านอาจเสื่อมโทรมไปบ้าง โดยเฉพาะบ้านที่ผ่านกระบวนการบังคับคดีที่ใช้เวลานาน แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ "โครงสร้าง" จะยังแข็งแรงอยู่หรือไม่เพราะหากมีการต่อเติมที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการอาจสร้างปัญหาได้ในอนาคต

ดังนั้น หากคุณไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญก็ควรจะหาผู้ที่มีความรู้ด้านนี้ไปช่วยเลือกบ้านด้วย เพื่อตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงและใช้ในการประเมินราคาบ้าน และที่สำคัญคือ สาธารณูปโภคพื้นฐานภายในบ้าน ว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือไม่ ต้องซ่อมแซมมากน้อยเพียงใด เพราะนอกจากจะต้องเตรียมเงินสดหรือขอสินเชื่อเพื่อซ่อมแซมแล้ว ยังเป็นสิ่งที่สำคัญมากในขั้นตอน "การต่อรองราคา"

ดังนั้น "ราคาสมเหตุสมผล" น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
เมื่อได้บ้านมือสองที่ "สภาพถูกตา ราคาถูกใจ" แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การทำสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งต้องอาศัยผู้ที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมาเป็นที่ปรึกษา แต่หากใช้สัญญามาตรฐานของกรมที่ดิน หรือขอความช่วยเหลือจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ก็น่าจะช่วยแบ่งเบาภาระนี้ได้ส่วนหนึ่ง

แต่ก่อนที่จะลงมือทำสัญญาจะต้องสำรวจกำลังเงินที่จะใช้ "วางมัดจำ" ให้พร้อมเสียก่อน เพราะการซื้อบ้านมือสองจะต้องมีเงินสดจำนวนหนึ่งมาวางมัดจำ หรือจ่ายส่วนจ่างที่ธนาคารไม่ให้สินเชื่อเต็ม 100% ของราคาบ้าน ขณะที่บ้านใหม่ยังสามารถ "ผ่อนดาวน์" ได้ เพราะฉะนั้น จำนวนเงินที่ต้องเตรียมจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการกู้และวงเงินที่ธนาคารให้กู้ส่วนหนึ่งด้วย

ขณะที่การประมูลจากกรมบังคับคดีจะต้องเตรียมเงินสด จำนวน 50,000 บาท (ใน กทม.) และ 40,000 บาท (ในต่างจังหวัด) เพื่อใช้เป็นเงินมัดจำในการประมูลและเมื่อประมูลได้แล้วต้องวางเงินมัดจำ 25% ของราคาทรัพย์ รวมเงินวางประกันในวันนั้น ที่เหลืออีก 75% ชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญาซื้อขาย

ส่วนการซื้อผ่านนายหน้าต้องเตรียมเงินวางมัดจำประมาณ 10% ของราคาบ้านในวันทำสัญญา แต่สามารถเจรจาต่อรองได้

ปัญหาต่อไปคือ "เงินกู้" เพราะน้อยคนนักที่จะมีเงินออมมากพอที่จะซื้อบ้านมือสองด้วยเงินสด แต่จะเบาแรงได้หน่อยสำหรับคนที่ซื้อบ้านจากพอร์ตสินทรัพย์รอการขายจากสถาบันการเงิน เพราะบางแห่งจะให้ดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยปกติ โดยเฉพาะในปีแรกๆทั้งยังยกเว้นค่าธรรมเนียม ค่าประเมิน หรืออื่นๆเพื่อจูงใจลูกค้า

ปัจจัยที่ธนาคารนำมาพิจารณาในการขอสินเชื่อจะไม่ต่างจากสินเชื่อบ้านใหม่นัก ไม่ว่าจะเป็น รายได้ ความสามารถในการผ่อน อัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อน ประเภทของหลักทรัพย์ค้ำประกัน คือ บ้านหรือทาวน์-เฮ้าส์ที่ซื้อ และเงินดาวน์หรือเงินวางมัดจำ

จากการทดลองใช้เครื่องคำนวณสินเชื่อที่สถาบันการเงินเปิดให้บริการในเว็บไซด์จะได้ตัวเลขที่แตกต่างกัน เช่น มีรายได้ประจำ 20,000 บาท ที่อัตราดอกเบี้ย 6.75%

เครื่องคำนวณของธนาคารกรุงเทพจะให้กู้เงินได้ประมาณ 1 ล้านบาท และผ่อนชำระเดือนละ 80,000 บาท หรือประมาณ 40% ของรายได้ เป็นเวลา 20 ปี โดยจะซื้อบ้านในราคา 1.5 ล้านบาท แต่จะต้องมีเงินดาวน์ประมาณ 30% ของราคาบ้าน เพื่อแสดงให้เห็นว่าลูกค้ามีความสามารถในการออม

ขณะที่เครื่องคำนวณของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ให้ซื้อบ้านในราคา 625,000 บาท และกู้เงินได้ 500,000 บาท ผ่อน 30 ปี เดือนละ 5,200 บาท หากวงเงินที่ได้ไม่พอซื้อ ธนาคารจะแนะนำให้หาคนกู้ร่วมหรือลดขนาดบ้านลง

ส่วนผู้ที่ประมูลซื้อจากกรมบังคับคดีจะสามารถขอสินเชื่อได้จากสถาบันการเงินที่ร่วมมือกับกรมบังคับคดี ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนชาต ทิสโก้ ไทยพาณิชย์ กสิกรไทย ทหารไทย กรุงไทย กรุงศรีอยุธยา กรุงเทพ เกียรตินาคิน เอไอไอ และยูโอบีรัตนสิน ที่จะทำให้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น และจะง่ายขั้นถ้าขอกู้กับธนาคารที่บังคับคดี

แต่ไม่ว่าจะกู้จากสถาบันการเงินใดก็ตาม อย่าลืมประเมินศักยภาพในการผ่อนชำระของตัวเองเสียก่อน เพราะต้องผ่อนไปอย่างน้อย 20-30 ปี ไม่เช่นนั้น "บ้านมือสอง" ที่เราซื้อกันได้ จะต้องกลายไปเป็น "บ้านมือสาม" ของคนอื่นไป

และแล้วก็มาถึงขั้นตอนสุดท้าย นั่นคือ การโอนกรรมสิทธิที่ดินหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ต้องเตรียมเอกสาร คำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (ท.ด.1) 1 ฉบับ หนังสือสัญญาขายที่ดินหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ท.ด.13) 3 ฉบับ บันทึกการประเมินราคาประเมินราคาทรัพย์สิน (ท.ด.86) 1 ฉบับ บันทึกถ้อยคำการชำระภาษีอากร (ท.ด.16) 2 ฉบับ และในกรณีที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.40) 2 ฉบับ

และต้องเตรียมเงินสดไปด้วย เพราะในแต่ละขั้นตอนจะมีค่าใช้จ่ายทั้งผู้ซื้อและผู้ขายแล้วแต่การตกลงของทั้งคู่ คือ ค่าธรรมเนียมการโอนในกรณีที่ดินหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอื่นจะจ่าย 2% ของราคาประเมิน นอกจากนี้ยังมีค่าจำนองอีก 0.01% ค่าอากรแสตมป์ 0.5% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขายที่สูงกว่า สำหรับการขายที่ดินหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของบุคคลธรรมดาที่ถือครองเกินกว่า 5 ปี หรือขายห้องชุดที่ถือครองเกินกว่า 5 ปี หรือที่ชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของห้องชุดตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป หรือค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ อัตรา 0.11% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขายที่สูงกว่า สำหรับกรณีการซื้อบ้านจากนิติบุคคล

ค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับบุคคลธรรมดาจะคิดในอัตราก้าวหน้าจากราคาประเมินของกรมที่ดิน และกรณีนิติบุคคลจะต้องชำระ 1% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขายในราคาที่สูงกว่า
แม้ว่า การเป็นเจ้าของ "บ้านมือสอง" สักหลังจะดูยุ่งยาก วุ่นวายและต้องใช้ความรอบคอบเป็นพิเศษ แต่ทันทีที่เรามีบ้านเป็นของตัวเองด้วยน้ำพักน้ำแรงของเราเอง และเป็นบ้านที่จะไม่สร้างปัญหาให้เราในภายหน้า ถึงมันจะไม่ใช่บ้านใหม่เหมือนในฝัน แต่เท่านี้ก็ทำให้หายเหนื่อยนอนหลับอย่างสบายใจใน "บ้าน" ของเรา

แม้ว่า การเป็นเจ้าของ "บ้านมือสอง" สักหลังจะดูยุ่งยาก วุ่นวายและต้องใช้ความรอบคอบเป็นพิเศษ แต่ทันทีที่เรามีบ้านเป็นของตัวเองด้วยน้ำพักน้ำแรงของเราเอง และเป็นบ้านที่จะไม่สร้างปัญหาให้เราในภายหน้า ถึงมันจะไม่ใช่บ้านใหม่เหมือนในฝัน แต่เท่านี้ก็ทำให้หายเหนื่อยนอนหลับอย่างสบายใจใน "บ้าน" ของเรา




ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์